slider2
slider3
previous arrow
next arrow
[รีวิวหนัง] Chaos Walking จิตปฏิวัติโลก|ช่วยเธอให้รอด ค้นหาคำตอบ บนโลกใหม่

ภาคต้นของหนังดิสโทเปียที่เล่าเรื่องโลกอนาคตที่เหลือเพียงเพศชายที่มีอาการเสียงคิด

หนังหลายเรื่องก็ดัดแปลงบทจากหนังสือขายดี บางเรื่องก็เลือกเล่าเรื่องของโลกดิสโทเปีย แต่ละเรื่องมีส่วนผสมของไซไฟแทรกอยู่ในนั้น ส่วนหนังเรื่องนี้มีทั้งสามอย่าง Chaos Walking หรือ จิตปฏิวัติโลก มุ่งเน้นเป็นหนังแนวผจญภัยผสมไซไฟ เล่าเรื่องโลกอนาคต ที่สร้างจากหนังสือนิยายขายดีผลงานของ Patrick Ness ที่มีสามเล่ม และเรียกมันว่า Chaos Walking Trilogy

ภาคนี้ มันเป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มผู้เกิดมาในโลกที่มีแต่ผู้ชาย แถมแต่ละคนยังมีอาการเหมือนๆ กันนั่นคือ คิดออกมาเป็นเสียง หนังที่แสดงนำโดยผู้รับบทบาทสไปดี้อย่าง ทอม ฮอลแลนด์ ที่โคจรมาพบเจอกับแม่สาวเจไดคนสวย เดซี่ ริดลีย์ ในหนังไซไฟที่กำกับโดย ดั๊ก ไลแมน ที่เราคุ้นเคยจากหนังอย่าง Edge of Tomorrow, The Wall, Jumper, Mr. & Mrs. Smith และ American Made

เห็นมั้ยล่ะ ว่าคุณคุ้นเคยกับผลงานการกำกับของเขาคนนี้มากมายแค่ไหน

เรื่องย่อหนัง ‘Chaos Walking’

เหตุมันเกิดในโลกใบใหม่ ‘นิวเวิลด์’ ในช่วงเวลาอนาคตหลังจากปัจจุบันไปหลายปี ที่นี่ ป่าไม้พืชพรรณยังหลงเหลืออยู่มากมาย แต่มีความแปลกประหลาดอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ผู้หญิงไม่มีแล้ว หลงเหลืออยู่เพียงผู้ชายเท่านั้น

Doug Liman | Explore Tumblr Posts and Blogs | Tumgir

ทอดอ์ ฮิววิตต์ (Tom Holland/ทอม ฮอลแลนด์ จากหนัง Spider-Man: Homecoming, Dolittle และ Avengers: Endgame) คือเด็กหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดผู้กำพล้าสูญเสียแม่ไปตั้งแต่ยังเด็ก เขาเติบโตขึ้นเมืองๆ หนึ่ง เขาเชื่อมั่นในผู้นำของตนอย่างฝังใจ

เขาได้รับการบอกเล่าจากผู้นำว่า ครั้งหนึ่งเคยเกิดสงครามกับชนเผ่าพื้นเมืองที่คร่าชีวิตผู้หญิงไปทั้งหมด แถมผู้ชายแต่ละคนยังมีอาการอันแปลกประหลาดเหมือนๆ กันด้วยคือมี ‘noise’ หรือ ‘เสียงคิด’ เวลาแต่ละคนคิดอะไรอยู่ในหัว มันออกมาเป็นภาพและเสียง คนอื่นจะได้ยินหมดว่าเราคิดอะไรอยู่

แน่นอนว่า ชนเผ่าแห่งนี้จะมีแต่ภาพและเสียงของผู้ชายดังระงมกันเลยล่ะ

แต่แล้ววันหนึ่ง ทอดด์ ก็ได้พบว่ามียานอวกาศลำหนึ่งตกและเสียหายอยู่ในแถบนั้น ก่อนจะได้รู้ว่ามีผู้รอดชีวิตเป็นผู้หญิง เธอคือ ไวโอลา (Daisy Ridley/เดซี่ ริดลีย์ จากหนังเรื่อง Star Wars: Episode VII – The Force Awakens และ Murder on the Orient Express) เธอกลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่เขาได้พบเจอ อีกทั้งเธอยังไม่มีอาการเสียงคิดเหมือนคนอื่นๆ อีกด้วย

แต่การมาของเธอกลับสร้างความแตกตื่นให้กับคนในเมืองแห่งนี้ พวกเขาต่างพยายามไล่ล่าเธอ สิ่งที่ทอดด์ค้องทำไปพร้อมๆ กันก็คือ พาเธอหลบหนีให้พ้นจากเงื้อมมือผู้ชายเหล่านั้น ทั้งยังต้องตามหาสาเหตุของการตายของผู้หญิงทั้งหมด ในขณะที่ความคิดของเขาที่มีต่อไวโอลาคนนี้ก็แทบจะปิดไม่มิด

เมื่อมันออกมาทั้งภาพทั้งเสียงชัดเจนเสียขนาดนั้น!

รีวิวหนัง ‘จิตปฏิวัติโลก’

ทอดด์เติบโตขึ้นมาในบ้านที่มีพ่อสองคน คือ เบน (Demian Bichir) กับกิลเลียน (Kurt Sutter) เท่านี้ก็พอสร้างความน่าสงสัยให้บังเกิดขึ้นได้บ้างแล้ว เหตุใดกันเขาจึงมีพ่อถึงสองคน ขณะที่แม่ซึ่งเป็นผู้หญิงของเขาตายไปตั้งแต่เขาเกิดได้ไม่นาน เงื่อมงำอันน่าสงสัย พาให้เขาเลือกจะช่วยเหลือไวโอล่า ผู้หญิงคนแรกที่เขาได้พบในชีวิต แถมยังน่ารัก เคมีในกายมันพลุ่งพล่าน หยุดความคิดไว้ไม่ได้เลย

แถมความคิดความรู้สึกจินตนาการทุกอย่างของทอดด์ ยังถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพและเสียงให้ไวโอล่าได้รับรู้ทั้งหมดอีกด้วย

เคมีที่ดีระหว่าง ทอม ฮอลแลนด์ กับ เดซี่ ริดลีย์

ความที่หนังเล่าด้วยตัวละครสองตัวที่ต้องเดินทางไปด้วยกันอยู่เกือบตลอด ทำให้ได้เห็นการแสดงรับส่งของทั้ง ทอม และ เดซี่ มากเป็นพิเศษ และทั้งสองก็ทำได้ดี ได้เห็นความเวิ่นเว้อในจิตใจของทอดด์ผู้ที่มีเสียงคิดดังอยู่ตลอดเวลา กลายเป็นความน่ารักปนน่าหมั่นไส้ คิดอะไรก็ออกมาหมด ไม่เว้นแม้กระทั้งการมโน

ไอเดียในการหยิยเรื่องความคิดในหัวที่ไม่ได้ผ่านการกลั่นกรอง เป็นเรื่องที่น่าสนใจ สมองของคนเราจะคิดนู่นนี่นั่นทันทีเมื่อพอเจอเหตุการณ์ แต่จะพูดออกมาเพียงบางประโยคที่ผ่านการกลั่นกรองมาระดับหนึ่งแล้ว การที่ความคิดถูกปลดปล่อยออกมาเป็นเสียงและภาพ ทำให้ผู้อื่นรู้เห็นหมดว่าเราคิดอะไรอยู่บ้าง ไม่เว้นแม้แต่การนึกภาพในอดีต ซี่งนั่นก็ทำให้คนอื่นล่วงรู้ถึงปมความรู้สึกในใจของเราด้วยเช่นกัน

หลายคนว่า ทอม ฮอลแลนด์ แสดงเป็นตัวเองสุดๆ ทั้ง พูดมาก พูดเยอะ ก็อาจจะจริง และอาจด้วยบุคลิกแบบนี้ทำให้เขาถูกเลือกมาถ่ายทอดบทบาทนี้ก็เป็นไปได้

แต่จะพูดถึงแต่คนก็คงจะไม่ได้ หนังเรื่องนี้ยังมีสุนัขเป็นนักแสดงสมทบ ซึ่งมันก็ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม แบบซี ชื่อของเจ้าหมาคู่ใจของทอดด์ แม้ตัวมันจะเล็กๆ แต่มันก็วิ่งขึ้นเขาเก่งมาก มันตามทอดด์ไปทุกที่ แถมเมื่อเจอไวโลลามันยังเข้ากับเธอได้ดีจนน่าหมั่นไส้ ใครรักน้องหมา น่าจะมีความสุขกับช่วงเวลาที่มีมันอยู่ในจอ

หนังดิสโทเปียที่เล่าเรื่องการเมืองการปกครอง

จิตปฏิวัติโลก เป็นอีกหนึ่งไอเดียในการวาดฝันจินตนาการถึงโลกในอนาคตเลยนะ ที่บอกว่า มนุษย์น่าจะได้ค้นพบ ‘New World’ และหันไปตั้งรกรากอยู่ที่นั่น จำนวนมนุษย์ที่อาศัยบนดาวดวงนั้นจึงไม่ได้เยอะมากมายนัก ยิ่งเหลือเพียงผู้ชายด้วยแล้ว ยิ่งดูน้อยไปถนัดตา (และก็อาจจะพบว่ามันดูน้อยไป)

หนังมีมุมเล่าเรื่องของการเมืองการปกครองอยู่พอประมาณ เอาง่ายๆ อย่างการที่มนุษย์นั้น เมื่อรวมอยู่กันเป็นหมู่มาก ย่อมต้องมีระบบ มีการปกครอง และต้องมีผู้นำ การที่ผู้นำจะปกครองผู้คนได้นั้นมีหลากหลายวิธี หนึ่งในนั้นก็คือ สร้างตำนานเรื่องเล่าอะไรขึ้นมาสักอย่างเพื่อรวบรวมใจผู้คน สิ่งที่เห็นก็คือ ทอดด์ เด็กหนุ่มอายุน้อยที่สุดผู้ที่เชื่อใจในผู้นำของตนเองมาก มากกว่าพ่อของตัวเอง แถมคิดไปถึงขั้นที่ว่า แถบคิดไปถึงขั้นที่ว่า ผู้นำคนนี้รักตนมากกว่าลูกแท้ๆ ของเขาเสียอีก

ในโลกแห่งความจริง เราพบเห็นได้จนเชื่อว่า มีผู้นำและการปกครองแบบนั้นจริง และมีมนุษย์ผู้อยู่ใต้ปกครองที่เชื่อผู้นำอย่างฝังหัวจริงๆ และก็มีมนุษย์บางคนที่ตั้งข้อสงสัย และพยายามจะเสาะหาคำตอบเพื่อคลี่คลายความกังขาเหล่านั้น จนอาจส่งผลให้เกิดการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนเปลงบางสิ่งที่ถูกกดทับมานาน

เรื่องราวเหล่านั้นถูกแทรกใส่ไว้ในหนังเรื่องนี้

เป็นหนังที่ค่อนข้างสนุก ดูง่าย แต่อาจง่ายเกิด

หนังที่สร้างมาจากนิยายที่อาจพบว่า ภาคต้นนั้น จะยังพอมีความใกล้เคียงกับฉบับนิยายอยู่บ้าง แต่ภาคต่อไปอาจขยับขยายไปเล่าอะไรที่แตกต่างมากขึ้น ภาคนี้เป็นภาคต้นอาจมุ่งหมายปูเรื่อง จึงไม่ถึงกับหนักแน่นไปเสียทุกอย่าง ตัวละครบางตัวก็ชวนสงสัยว่าสำคัญอย่างไรกับการเล่า เรื่องตัวนักบวชอารอน (David Oyelowo จากหนังเรื่อง The Midnight Sky และ Selma) บางส่วนยังเล่ามาเพียงเหตุการณ์ประกอบ เพื่อเก็บไว้เล่าต่อไปภาคถัดไป ซึ่งก็น่าจะรวมทั้งเจ้า ‘เอเลี่ยนพันธุ์พื้นเมือง’ ตัวนี้ด้วย

สิ่งที่ภาคนี้เป็นคือ การบอกเรื่องราวอย่างคร่าวๆ ของอนาคตมนุษย์ชาติที่พบพานกับโลกแห่งใหม่ที่มาพร้อมกับปัญหาใหม่ๆ และยังคงมีปัญหาเดิมๆ ที่เกิดขึ้นเพราะความเป็นมนุษย์ ขณะเดียวกันก็สร้างปมปริศนาขึ้นมา เพื่อให้ตัวพระเอกได้ทำภารกิจพร้อมค้นหาคำตอบว่า เพราะเหตุใดโลกที่เขาอยู่จึงไม่มีเพศหญิง ความจริงเบื้องหลังคืออะไรกันแน่

แม้การดำเนินเรื่องของหนังจะไปได้เรื่อยๆ ไม่มีช่วงเอื่อย เดินเรื่องด้วยการไล่ล่าตามสไตล์หนังผจญภัย แต่ก็อาศัยเคมีและลีลาของสองนักแสดงนำเป็นหลักมากเกิดไปนิด หนังจึงยังไปไม่ถึงขั้นน่าจดจำ

แต่ก็ยังนับว่าดูเข้าใจง่าย สนุกได้พอสมควร